|
Written by Poosit
|
|
Monday, 06 October 2008 20:56 |
ธุรกิจความงามฮึดสู้ฝ่าวิกฤติอัดโปรโมชั่นปั๊มยอดยาวถึงปีหน้า | | ภายใต้บรรยากาศความวุ่นวายทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจซบเซา ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้บริโภคในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งธุรกิจความงามเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดเสวนาพิเศษหัวข้อ "สังคมเครียด การเมืองวุ่น เศรษฐกิจซบ กระทบต่อธุรกิจความงามหรือไม่" เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความงาม ปรับตัวล่วงหน้ารับมือวิกฤติ เริ่มด้วย "เกศมณี เลิศกิจจา" นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวว่า ธุรกิจความงามของไทยมีทั้งการส่งออกและขายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินในสหรัฐ และวิกฤติราคาน้ำมันตลอดจนสถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจลดลงไปราว 30-40% ซึ่งหากบริษัทใดประคองตัวได้ โดยลดลงเพียง 15% ถือว่าเก่งมาก หวังว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจะสามารถนำพาให้ประเทศกลับสู่สภาพปกติได้ และการลงทุนต่างๆ ก็จะดีขึ้น |
| | "พรชาย พิริยบรรเจิด" กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดเวชสำอางได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและการเมืองเช่นกัน แต่จากที่บริษัทได้เห็นสัญญาณของการชะลอตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จึงปรับกระบวนการทางธุรกิจ จากเดิมที่เคยทำแบบรุกหนัก ก็เปลี่ยนมาเป็นการไตร่ตรองมากขึ้นและดูตามความเหมาะสม ทำให้ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของบริษัทแม้ยอดขายจะลดลง แต่ก็สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากมีการบริหารจัดการต้นทุนไว้ก่อน ทำให้ยังมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8-10% และเชื่อว่าหากผู้ประกอบการปรับตัวตั้งแต่ปีก่อนก็จะสามารถอยู่รอดได้ หรือหากจะมีผลกระทบก็จะน้อยกว่า | ส่วน "จินตนา เฉลิมชัยกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้บริษัทจึงต้องปรับตัว โดยใกล้ชิดกับผู้บริโภคให้มากขึ้น และมีการจัดโปรโมชั่นที่ต้องมีเรื่องราวเพื่อสื่อสารไปให้ถึงผู้บริโภค จึงสามารถมีอัตราการเติบโตที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของช่องทางขายผ่านเคาน์เตอร์นั้น ถือว่าลดลงเรื่อยๆ และยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเข้ามา มีผลให้ยอดขายสำหรับนักท่องเที่ยวลดลง
ทั้งนี้ เรื่องของความน่าเชื่อถือต่อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในไทย ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับมากขึ้น จะเห็นได้ว่าสินค้าในระดับปานกลางขายดีขึ้น และมีอัตราเติบโตที่ดี แต่ก็อยากจะเรียกร้องผู้หญิงไทยให้หันมาซื้อของไทยกันมากขึ้น เพราะเงินเพียง 100 บาทก็จะสามารถผันเป็น 2,000 บาทได้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเกื้อหนุนเศรษฐกิจ และทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตขึ้น |
| | | เช่นเดียวกับ "ธีระทัศน์ รังสิวรโรจน์" ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอสเอสยูพี กรุงเทพฯ 1991 จำกัด ที่แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันสินค้าเพื่อความงามของไทยไม่แพ้ต่างชาติ ทั้งเรื่องคุณภาพและหลายๆ อย่าง ขณะที่ต่างชาติเสียอีกมาจ้างคนไทยผลิต ส่วนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทได้ทำแผนธุรกิจบนสมมติฐานสถานการณ์ที่เลวร้าย ผลออกมาจึงยังมีอัตราการเติบโต 35% ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน “บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงด้านการสื่อสารทั้งเรื่องแบรนด์และโปรดักส์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ และตั้งอยู่บนความไม่ประมาท โดยวางแผนว่าหากอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดแล้วเราจะดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างไร และอยู่รอดอย่างไรในอีก 6-10 ปีข้างหน้า ประกอบกับการวิจัยถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่พบว่า คนมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ความต้องการจึงมีความแตกต่างกันมากขึ้น และหากธุรกิจใดสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มาก จะสามารถจับกลุ่มผู้บริโภคได้ดี” ธีระทัศน์กล่าว | เร่งปั๊มยอดขายโค้งสุดท้าย ส่วนไตรมาส 4 ของปีนี้ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะมีการจัดโปรโมชั่นเพื่อสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น โดย พรชาย กล่าวว่า ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจที่จะต้องจับรถไฟขบวนสุดท้ายนี้ให้ได้ โดยห้างสรรพสินค้าต่างๆ เตรียมจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งบริษัทเองเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้ว และเตรียมไปจนถึงปีหน้าแล้ว เช่นเดียวกับ จินตนา ที่เชื่อมั่นว่า ในช่วงปลายปีจะยังเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจเครื่องสำอาง โดยมองว่ายอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้น่าจะดีกว่าปีก่อน เนื่องจากปีก่อนเกิดเหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพฯ แต่ปีนี้น่าจะมีอัตราการเติบโต แม้จะไม่สูงนักก็ตามแต่ก็จะดีกว่าช่วงไตรมาส 2-3 ของปีเดียวกัน จากนี้ก็แล้วแต่ละบริษัทที่จะมีกลยุทธ์และสร้างจุดเด่น หรือทำให้มีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งปัจจุบันวิถีของคนไทยต้องการใช้สินค้าที่ดีและมีความแตกต่าง จึงต้องดูว่าจะทำอย่างไรที่จะเสนอสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ส่วน ธีระทัศน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้มองโลกในแง่ดีนักทำให้ผลยังคงเติบโตได้ดีพอสมควร และเชื่อว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายผู้ประกอบการทุกฝ่ายจะร่วมกันสร้างบรรยากาศ รวมถึงการเมืองไทยที่จะต้องรีบแก้ และเชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายจะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคผ่านโปรโมชั่นที่จะใช้เป็นกลยุทธ์หลัก ส่วนของบริษัทมีแผนรองรับอยู่แล้ว และมองว่าไตรมาส 4 นี้จะเป็นการต่อยอดที่จะใช้เป็นฐานสำหรับปีหน้าและปีถัดไป โดยมองทิศทางการเติบโตที่สูงขึ้น ปิดท้ายที่ เกศมณี เชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายจะมียอดขายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่จะซื้อของขวัญให้แก่กัน และบ้านเราโชคดีที่มีหลายเทศกาลด้วย ส่วนในภาพรวมของธุรกิจจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง ถ้ามีเสถียรภาพ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น และค่าน้ำมันอย่าผันผวนไปกว่านี้ ถือเป็นสองปัจจัยที่จะตัดสินใจว่าธุรกิจจะอยู่หรือจะไป |
ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม 2551 หน้า 10 | | | |
|
|
Last Updated on Friday, 24 April 2009 21:53 |