เขตการค้าเสรี(FTA) อาเซียน-จีนและอาเซียน-ญี่ปุ่น PDF Print E-mail
Written by JITTAPANN HONGSIRI   
Thursday, 20 August 2009 18:47

ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมสัมนา เรื่อง กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและระเบียบปฎิบัติของกรมศุลกากร ภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ที่กรมศุลกากรได้จัดขึ้นมาตั้งแต่ วันที่ 30 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมาการสัมนาในครั้งนี้ทางกรมศุลกากร ได้ชี้แจงถึงระเบียบปฎิบัติของกรมศุลกากร สำหรับผู้นำเข้า และผู้ส่งออก ที่ต้องการใช้สิทธิ ภายใต้ข้อตกลงการจัดทำเขตการค้าเสรีในกรอบต่างๆ เช่น ระหว่าง กลุ่มอาเซียนด้วยกัน, ระว่างอาเซียน กับ จีน, อาเซียน กับ ญี่ปุ่น, ไทย กับ ออสเตรเลีย และ ไทยกับ นิวซีแลนด์ เป็นต้น ทั้งนี้ การสัมนาดังกล่าวจะจัดไป จนถึงสิ้นเดือน สิงหาคม 2552 นี้

ผมขอย้อนกลับมากล่าวถึงเรื่องของ FTA สักเล็กน้อยเผื่อเพื่อนๆสมาชิกที่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้

FTA (Free Trade Area) เป็นความตกลงระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น 2 ประเทศหรือมากกว่านั้นก็ได้ (เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้เกิด "Free Trade" หรือการค้าเสรีระหว่างประเทศคู่สัญญา ถือเป็นรูปแบบขั้นพื้นฐานของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (Economic integration) ปัจจุบันประเทศต่างๆได้ขยายขอบเขตของ FTA ให้ครอบคลุมความร่วมมือในด้านการลงทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการลดอุปสรรคในด้านการค้าบริการ เช่น บริการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาล การสื่อสาร การเคลื่อนย้ายแรงงาน การขนส่ง ฯลฯ ด้วย

 

นอกจากนี้ FTA ยังถือเป็นเครื่องมือทางการค้าสำคัญที่ประเทศต่างๆใช้เพื่อขยายโอกาสในการค้า สร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ พร้อมๆกับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้แก่สินค้าของตน เนื่องจากสินค้าที่ผลิตใน FTA จะถูกเก็บภาษีขาเข้าในอัตราที่ต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศอื่นๆที่ไม่ใช่สมาชิกหรือคู่สัญญา FTA จึงทำให้สินค้าที่ผลิตภายในกลุ่มได้เปรียบในด้านราคากว่าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม ทั้งนี้ ประเทศคู่สัญญา FTA สามารถเจรจากันได้ว่าแต่ละประเทศจะลดภาษีให้แก่กันในสินค้าใดบ้าง จะลดอย่างไร และจะใช้ระยะเวลายาวนานเท่าไรในการลด

ทีนี้เมื่อทุกประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ ระบบ FTA กันมากขึ้น สิ่งที่จะกระทบกับผู้ผลิตภายในประเทศไทย คือ จะมีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่สัญญา ถูกนำเข้ามาจำหน่ายแข่งขันกับสินค้าที่เราผลิตกันมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการลดอัตราภาษีนำเข้าลง ดังนั้นการติดตามข้อมูลต่างๆของ FTA และการเตรียมความพร้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การเตรียมความพร้อมของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อรองรับการทำ FTA โดยประโยชน์จาก FTA จะเกิดขึ้นสูงสุดเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือและเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นร่วมกัน ความร่วมมือทั้งในด้านข้อมูล ข่าวสาร ข้อคิดเห็น ระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่เจรจาของภาครัฐ (เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น) และภาคเอกชน ตัวแทนภาคธุรกิจ สมาคมผู้ประกอบการ นักวิชาการ รวมทั้งองค์กรอิสระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลของการเจรจา ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การเจรจาจัดทำ FTA เดินหน้าไปโดยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงที่สุด

การเตรียมความพร้อมของภาครัฐ *

ภาครัฐได้เตรียมมาตรการรองรับการเปิดเสรีโดยได้เร่งดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างความพร้อมในด้านต่างๆ ที่สำคัญดังนี้

1 แต่งตั้งทีม FTA ซึ่งประกอบด้วย คณะเจรจา FTA คณะประสานยุทธศาสตร์ และนโยบายการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และคณะทำงานติดตามประเมินผลการเจรจา ที่จะดำเนินการเจรจา จัดทำยุทธศาสตร์ และเสนอแนะมาตรการรองรับและปรับตัว

2 ปรับปรุงระบบและลดขั้นตอนการให้บริการของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและให้การค้ามีความคล่องตัวขึ้น เช่น ลดขั้นตอนขบวนการพิธีการทางศุลกากร เร่งรัดการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น

3 กำหนดมาตรฐานสินค้าในประเทศและที่นำเข้า ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อปกป้องผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ

4 จัดตั้งระบบเตือนภัยเพื่อป้องกันผลกระทบอย่างฉับพลันและรุนแรงต่ออุตสาหกรรมภายในจากการทำ FTA หากการนำเข้าเกิดผลกระทบต่อการผลิตภายในประเทศ และใช้มาตรการที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรการปกป้อง (Safeguards) มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-dumping Measures: AD) หรือมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Counter-vailing Duties: CVD) เป็นต้น

5 การปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากร การสร้างเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ

6 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าโดยเฉพาะด้านการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

7 ปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและสาขาบริการที่ไทยมีศักยภาพ

8 พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการใช้ประโยชน์จาก FTA

9 ขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อติดตามความคืบหน้าผลของการเจรจา เพื่อหารือประเด็นปัญหาที่เกิดจากการทำ FTA และให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเพื่อให้สามารถใช้ ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

 

การเตรียมความพร้อมของเอกชน *

1 ภาคเอกชนจำเป็นจะต้องมีการปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้สามารถแข่งขันและใช้สิทธิประโยชน์จากการทำเขตการค้าเสรีหรือ FTA ได้อย่างเต็มที่

2 เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การจัดการ การบริหารต้นทุน ปรับใช้เทคนิคการบริหารสมัยใหม่ และลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) เพื่อพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยีการผลิตที่ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ตลอดจนการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรโรงงานและอุปกรณ์ นับเป็นปัจจัยการผลิตที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในเมืองไทยนั้น พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้เทคนิคการผลิตที่ทำการพัฒนาหรือคิดค้นขึ้นเองในโรงงาน และมีการใช้เทคนิคการผลิตที่นำเข้าจากต่างประเทศบ้าง อาทิเช่นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส แต่สำหรับสูตรพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น มักเป็นการพัฒนาคิดค้นจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันสินค้าเครื่องสำอางมักจะเน้นการแข่งขันกันในด้านนวัตกรรมและสูตร หรือส่วนผสมที่ดีกันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติหรือสมุนไพรเป็นสำคัญ ควบคู่กับความสะดวกในการใช้สอยหรือสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค ดังนั้นการพัฒนาวัตถุดิบด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพ เคมีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยีจึงน่าจะสามารถสร้างความสำเร็จในตลาดเครื่องสำอางได้ในอนาคต

3 พัฒนาบุคลากร เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับระดับเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงไป และการพัฒนาบุคลากร นี้ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทยเข้มแข็งคือ สถาบันการศึกษาที่สามารถสร้างบุคลากรที่มีทักษะ ความรู้ และความสามารถในการทำงาน รวมถึงการคิดค้นวิธีการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยในเมืองไทยต่างก็ได้สร้างผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางอย่างต่อเนื่องพอสมควร แต่ทั้งนี้ยังขาดการประสานงานที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ทำให้โอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อการต่อยอดผลิตภัณฑ์จึงไม่ราบรื่นมากนัก แต่ทั้งนี้ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรด้านการออกแบบของไทยก็เริ่มเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งน่าเป็นเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาทางด้านบรรจุภัณฑ์ที่นับว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคได้ในอนาคต

4 พัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการสร้าง Brand Name ของสินค้าตนสู่ตลาด

5 พัฒนาและขยายตลาดเชิงรุก โดยใช้ตลาดเป็นตัวนำ ผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ขยายช่องทางการตลาดในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น มีกระบวนการผลิตและการส่งมอบสินค้าอย่างรวดเร็ว

7 พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนของประเทศที่ร่วมจัดทำเขตการค้าเสรี

                 * ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารกสิการไทย และ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

 

ทีนี้ผมขอย้อนกลับมาถึงข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ได้มาจากการเข้าร่วมสัมนากับศุลกากรที่ผ่านมา ผมได้ลองสอบถามถึงอัตราการลดภาษีนำเข้าจาก 2 ประเทศ เฉพาะในรายการสินค้าที่เกี่ยวข้อง กับพวกเรา ภายใต้ข้อตกลงระหว่างกลุ่มอาเซียน กับ จีน และ ญี่ปุ่น มาฝากเพื่อนๆ ดังต่อไปนี้ครับ

พิกัดสินค้า

สินค้า

อัตราอากรเดิม

2552

2553

2554

2555

2556

2557

2558

2559

2560

3303.00.00

น้ำหอม

40%

29.09%

25.45%

21.82%

18.18%

14.55%

10.91%

7.27%

3.64%

0.00%

3304.10.00

ลิปสติก

40%

29.09%

25.45%

21.82%

18.18%

14.55%

10.91%

7.27%

3.64%

0.00%

3304.20.00

อายชาโดว์

40%

29.09%

25.45%

21.82%

18.18%

14.55%

10.91%

7.27%

3.64%

0.00%

3304.99.10

โลชั่น

40%

29.09%

25.45%

21.82%

18.18%

14.55%

10.91%

7.27%

3.64%

0.00%

3305.10.00

แชมพู

20%

10.00%

6.67%

3.33%

0.00%

 

 

 

 

 

3306.10.90

ยาสีฟัน

20%

10.00%

6.67%

3.33%

0.00%

 

 

 

 

 

3307.20.00

ยาดับกลิ่นกาย

20%

10.00%

6.67%

3.33%

0.00%

 

 

 

 

 

3307.90.90

เครื่องสำอางอื่น ๆ

20%

10.00%

6.67%

3.33%

0.00%

 

 

 

 

 

3401.11.20

สบู่

10%

7.50%

5.00%

2.50%

0.00%

 

 

 

 

 

 

และหากสินค้าดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด นำเข้าจากจีน เมื่อได้สิทธิแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน ขณะนี้ลดเหลือ 5% และจะยกเว้นอากร ในปี 2553  

เพื่อนๆสมาชิกจะเห็นว่าเรื่องของ FTA ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวกันอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการปรับตัวจะต้องรีบดำเนินการโดยด่วน และพวกเราสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเรื่องผลกระทบ FTA ของไทยได้โดยผ่าน สมาคม ต่างๆ เช่น สภาหอการค้าไทย สมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เป็นต้น หรือส่งข้อเสนอแนะโดยตรงได้ที่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ www.dtn.go.thซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมความคิดเห็นของเอกชนกลุ่มต่างๆ เพื่อนำไปประมวลหาท่าทีในการเจรจาที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด

Last Updated on Friday, 21 August 2009 11:59